ทำอย่างไรดี เมื่อมลภาวะฝุ่นละอองสูงมากขึ้น

ทำอย่างไรดี เมื่อมลภาวะฝุ่นละอองสูงมากขึ้น

1) ลดกิจกรรมนอกบ้าน : อันตรายร้ายแรงที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้จากมลภาวะทางอากาศจะมากขึ้นถ้าทำกิจกรรมนอกบ้านที่ใช้ความรุนแรง ใช้แรงมาก และระดับความร้ายแรงของมลภาวะจะมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่อยู่ที่โล่งแจ้ง ทั้งนี้พวกเราสามารถลดอันตรายลงได้โดยลดระดับการใช้กำลัง (ยกตัวอย่างเช่น เดินแทนที่จะวิ่งเหยาะๆ) ลดเวลาอยู่ที่โล่งแจ้งลง และคิดแผนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในระยะเวลาหรือในพื้นที่ที่มีมลภาวะสูง อย่างเช่น บนถนนหนทางที่มีการจราจรขัดข้องและถนนหลวงที่มีผู้ใช้หนาแน่น

2) อยู่ข้างในตึกเมื่อระดับมลภาวะสูง : เมื่อระดับมลภาวะขึ้นสูงขนาดที่เกิดอันตราย ให้พิจารณาการอยู่ด้านในตึกและย้ายไปทำกิจกรรมข้างในตึกแทน ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะออกแรงออกกำลังกายที่โล่งแจ้ง ให้มาออกแรงในโรงยิมแทนเพื่อใช้ประโยชน์จากสถานที่ที่อากาศสะอาดกว่า

3) ปรับปรุงแก้ไขประสิทธิภาพ คุณภาพอากาศด้านในตึก : ปิดหน้าต่างให้หมดในตอนมลภาวะสูง ปรับแอร์ให้ใช้อากาศด้านในตึกหมุนวนแทนที่จะดึงเอาอากาศด้านนอกเข้ามา ใคร่ครวญการใช้งานเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองหรือเครื่องกรองอนุภาคฝุ่นที่มีสามารถทำงานได้อย่ามีคุณภาพสูง ดังนี้เพื่อลดระดับอนุภาคด้านในตึก ให้ดูแลบริเวณสภาแวดล้อมบ้านไม่ให้มีควัน และหลบหลีกการใช้สิ่งที่มีการเผาไหม้ ยกตัวอย่างเช่น เทียน การปิ้ง หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ส่งผลให้เกิดควัน

ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อปกป้องระบบทางเดินหายใจที เมื่อสวมอย่างถูกต้อง หน้ากากจะปกป้องระบบทางเดินหายใจโดยกรองอนุภาคฝุ่นผงที่อยู่ในมลภาวะกลางอากาศได้มากถึงปริมาณร้อยละ 99 (หน้ากาก N95 กรองได้อย่างต่ำจำนวนร้อยละ 95 หน้ากาก N99 กรองได้ร้อยละ 99) แม้กระนั้นหน้ากากกลุ่มนี้จะใช้การได้ดีก็เมื่อสวมอย่างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องมั่นใจว่าสวมตามกรรมวิธีการที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ หมั่นตรวจดูว่าหน้ากากถูกสวมใส่กระชับเข้ากับหน้าอย่างถูกต้องพอดีหรือไม่ จริงๆ แล้ว เราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยที่ช่วยต้านมลภาวะว่ามีความแตกต่างกับหน้ากากที่หมอหรือพยาบาลใส่ในห้องผ่าตัด หรือหน้ากากที่ทำมาจากผ้าหรือกระดาษ – ซึ่งๆหน้ากากเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพเลยสำหรับเพื่อการต้านทานมลภาวะกลางอากาศ ที่มีฝุ่นละอองมาก หน้ากาก N95 รวมทั้ง N99 มีขายตามร้านค้าจำนวนมากที่ขายผลิตภัณฑ์ปรับปรุงที่อยู่อาศัยและผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย

สังเกตอาการ : หากมีอาการเรื้อรังตลอด ยกตัวอย่างเช่น การหายใจไม่สะดวก รู้สึกล้ามากขึ้นจากปกติ หรือไอร้ายแรง บางทีอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่มีมูลเหตุเกี่ยวกับภาวะปอดหรือหลักการทำงานของปอด รีบหารือกับหมอ หรือถ้ามีลักษณะใหม่ๆ ที่แสดงถึงปัญหาด้านระบบหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ หรือสังเกตว่าสุขภาพแย่ลง

แก้หนาวได้การเลือกทาน ช่วยได้จริงหรือ

หน้าหนาวใครว่าเรื่องกินไม่สำคัญ เพราะว่าการกินก็ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีป้องกันการป่วยช่วงหน้าหนาวได้ โดยช่วงนี้ควรจะเน้นการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรรสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ดร้อน เนื่องจาก
1. สมุนไพรรสเปรี้ยว จะช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทำให้ชุ่มคอ ได้แก่ มะเขือเทศ มะนาว มะขาม ผักติ้ว ใบชะมวง

2. สมุนไพรรสขมช่วยแก้ไข้ ต้านการอักเสบ ได้แก่ มะแว้งต้น มะแว้งเครือ มะเขือพวง ขี้เหล็ก

3. สมุนไพรรสเผ็ดร้อนจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นของร่างกาย บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก และบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ได้แก่ ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ แมงลัก กระเทียม

ด้วยเหตุนี้เอง สมุนไพรรสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ดร้อน จึงทำให้หน้าหนาวนี้เราไม่ป่วยง่ายเพราะมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้เราแข็งแรงขึ้น เมนูอาหารที่แนะนำ ได้แก่ แกงส้ม ต้มยำ ยำผักสมุนไพร น้ำพริกผักลวก ไก่ผัดขิง ฯลฯ ส่วนน้ำสมุนไพร ได้แก่ น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำอัญชันมะนาว
นอกจากการกินสมุนไพรเหล่านี้แล้ว ควรรักษาสุขภาพของตนเองให้ดี รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ด้วยการสวมเสื้อหนาๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่หนาวเย็น รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอนพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ป้องการเป็นโรคไขมันพอกตับ

โรคความดันหรือในทางการแพทย์มักเรียกว่าความดันโลหิตสูง (Hypertension) โรคนี้เป็นโรคที่มีมานานแสนนาน เพราะคนไทยมักเป็นกันมากและมักพบบ่อยๆกับผู้ป่วยและผู้ที่ไม่ป่วยเลยก็ได้ ซึ่งอาจจะพูดได้อีกอย่างว่าคนที่เป็นโรคนี้มักพบได้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เพราะคนที่ป่วยเท่านั้นที่จะพบได้ แต่ทว่าโรคนี้ก็ร้ายแรงไม่ใช่ย่อยเลยนะ เพราะสามารถฆ่าคนได้เช่นกัน

สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคความดันนี้พวกเขาจะไม่มีอาการอะไรเลย

นอกจากเราจะดูไม่ออกแล้ว ภายนอกยังเป็นไม่แสดงอาการอะไรเลยที่บ่งบอกว่าเขาเป็นโรคความดันอีกด้วย ซึ่งภายในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคความดันนี้จะถูกทำร้ายลงเรื่อยๆ แต่การทำลายนี้คนเป็นเจ้าของโรคก็จะไม่รู้ตัวอีกด้วยนะ

สำหรับโรคความดันโลหิตหากมีการเปรียบเป็นภาพให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ให้ท่านลองนึกภาพที่มีสายอย่างหนึ่งอันที่การทำงานของมันมีน้ำไหลอยู่และมีหัวก็อกที่สามารถเปิดและปิดได้ หากเราได้เปิดก็อกน้ำเต็มที่แรงดันในสายก็จะทำให้น้ำไหลได้แรงขึ้น เมื่อเปิดน้ำเบา แรงดันในสายยางนั้นก็จะเบาตามไปด้วย ซึ่งระบบหายใจและระบบหลอดเลือดก็คล้ายๆกับน้ำที่เอ่ยมาข้างต้น

ซี่งหัวใจเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนกับก๊อกน้ำ คอยสูบฉีดเลือดเข้าไปเลี้ยงภายในร่างกาย

ซึ่งภายในหัวใจของเรานั้นทำงานคอยช่วยให้เลือดสูบฉีดนั้นเอง ซึ่งจะสามารถทำให้ความดันดีตามไปด้วย แต่ถ้าหากหัวใจทำงานได้ไม่ดีเนื่องจากเลือดไหลไม่ดี ความดันก็จะทำงานไม่ดีตามไปด้วยเช่นกัน แต่สำหรับความดันในหลอดเลือดจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของเลือดเช่นกัน

สำหรับการวัดค่าความดันจะมีการวัดค่า2ค่าด้วยกัน ซึ่งนั้นก็คือ ตัวบน กับตัวล่าง ความดันสามารถวัดได้ตั้งแต่ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งตัวบนต้องไม่เกิน 120 มม. ปรอทและตัวล่างนั้นไม่ควรเกิด 80 มม. ปรอท แต่ถ้าต่ำกว่านี้ ประมาน 130/85 มม. ปรอท ซึ่งหากเกินจะเรียกว่าโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ทว่าก็อยู่ในเกณฑ์ปกติดีไม่ได้ร้ายแรงอะไร สำหรับผู้ที่ผิดปกติหรือพบเห็นความผิดปกติควรพบแพทย์จะดีกว่าเพราะจะได้รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไรกันแน่ บางทีอาจจะเจอโรคอื่นแทรกมาอย่างเช่น ไขมันพอกตับ ก็ได้

คอเลสเตอรอลสูงกับขึ้นได้กับทุกวัย

ทำไมเราถึงมีคอเลสเตอรอลสูง?
ปัญหาคอเลสเตอรอลสูงคงเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า ผู้คนในอดีตจะไม่พบปัญหาคอเลสเตอรอลสูงกันสักเท่าไหร่ เพราะในยุคสมัยนั้นอาหารต่างชาติหรือวัฒนธรรมการทานอาหารในรูปแบบอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีให้เห็นให้รู้จักกัน อาหารส่วนใหญ่ที่ทานกันก็จะเป็นอาหารไทย แม้ว่าอาหารไทยจะมีกะทิ แต่เราก็ไม่ได้ทานอาหารที่มีกะทิกันทุกมื้อ ยังมีน้ำพริก ผักสด ผักลวก ผลไม้สด หมู ไก่ ปลา ทานกันสดๆ แต่ที่สมัยนี้คนรุ่นใหม่มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากกว่า ก็เพราะอาหารที่เราทานเป็นอาหารพลังงานสูง ที่มักมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเขตอากาศหนาวๆ ที่ต้องการพลังงานสูงๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายนั่นเอง แต่อาหารเหล่านี้คงไม่เหมาะกับบ้านเราหรือประเทศไทยสักเท่าไหร่ เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อนหรืออยู่ในเขตร้อน การทานอาหารพลังงานสูงจะทำให้ร่างกายเราไม่สามารถเผาผลาญพลังงานที่เกินความจำเป็นได้หมด จึงกลายมาเป็นคอเลสเตอรอลในร่างกายของเรานั่นเอง

ทำไมคนผอมก็มีคอเลสเตอรอลสูงได้?
ความจริงแล้วคอเลสเตอรอลสูง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เพราะโรคนี้เกิดจากการทานอาหารที่มีพลังงานสูงมากเกินไปทพให้เผาผลาญไม่หมดจนกลายเป็นคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกาย แต่ที่ทุกคนชอบบอกว่าอ้วนแล้วระวังคอเลสเตอรอลสูง เพราะว่าคนที่อ้วนส่วนใหญ่มักเกิดจากการกินที่มากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุตรงๆ เลย ของการเกิดคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะพบอยู่ในร่างกายของคนที่มีรูปร่างผอม เพราะไขมันในเลือดที่เราพบนั้น เป็นคนละส่วนกับไขมันที่สะสมอยู่ตามผิวหนัง เพราะฉะนั้นในทางกลับกัน คนอ้วนก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง แต่อาจจะแค่มีไขมันสะสมอยู่ตามร่างกายมากกว่าเท่านั้นเอง

คอเลสเตอรอล เป็นสิ่งไม่ดี กำจัดออกไปให้หมด?
คอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ใช่ว่าต้องกำจัดออกให้หมดไป เพราะคอเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหาร และร่างกายของเรา จะถูกแบ่งเป็นคอเลสเตอรอลดี และไม่ดี ส่วนที่ไม่ดีทุกคนรู้จักกันในนาม LDL หรือเรียกว่าไขมันเลวเพราะถูกย่อยมาจากคอเลสเตอรอลอีกที เป็นสาเหตุของโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบ และอื่นๆ ส่วนดีของคือเป็นส่วนประกอบของผนังกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มเซลล์ เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนอื่นๆ บางชนิด และสร้างน้ำดีที่ใช้ในการดูดซึมไขมันนั่นเอง

เป็นโรคตับรักษายากแต่ป้องกันการเป็นโรคตับด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ของ SERGIS ได้

เป็นโรคตับรักษายากแต่ป้องกันการเป็นโรคตับด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ของ SERGIS ได้

สำหรับการเป็นโรคตับนั้นย่อมรู้ดีแก่ใจว่าหากเป็นแล้วรักษาให้หายคงยาก จากที่เราทราบกันก็มีแต่ยาเพื่อควบคุมเชื้อไวรัสเหล่านั้นไว้เพียงเท่านั้น เพราะจากที่รู้ก็มีแค่ช่วยลดชะลออาการของตับให้ช้าลงแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เลย

ทำไมต้องทานยาให้ตรงต่อเวลา

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าโรคตับอักเสบบีจะไม่มียาตัวไหนที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่ทว่าก็ได้มียาที่ช่วยในโรคนี้เพื่อควบคุมเชื้อไวรัส ซึ่งจะช่วยในการลดความเสียหายของตับเรานั้นเอง และยังสามารถช่วยป้องกันมิให้เป็นมะเร็งตับหรือโรคที่ร้ายแรงกว่าเดิมขึ้นได้

เพราะยาที่เราทานนั้นจะสามารถเข้าไปช่วยซ่อมแซมตับของเรา ซึ่งยาเหล่านี้ทางแพทย์จะเป็นผู้แจกจ่ายให้เองตามอาการของโรคหรือตามระดับขั้นของโรคนั้นๆ ซึ่งการไปพบแพทย์ที่ตรงเวลาหรือทานยาตรงเวลาจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการทานให้ตรงเวลาอย่าสม่ำเสมอ

การพบแพทย์ตามนัดสำคัญหรือไม่

ตามหลักแล้วการพบแพทย์ที่แพทย์นัดเราในแต่ละครั้งสำคัญเสมอ เหตุผลที่เราควรไปพบแพทย์ตามนัดมีดังนี้

  • แพทย์แต่ละท่านจะมีความชำนาญในทางการแพทย์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาจัดคิวนัดผู้ป่วยเฉพาะทางจึงไม่สามารถมาได้ตลอด 24 ชม. จึงควรมาตามเวลาที่แพทย์นัดดีที่สุดเพราะท่านจะได้รักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรง
  • การพบแพทย์จะทราบถึงการปฎิบัติตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในประจำวัน การทานยา หรือแม้แต่การทานอาหาร เพราะโรคแต่ละชนิดก็ไม่สามารถกินอาหารได้ทุกชนิด หรือจะทานยาเพื่อบันเทาอาการมั่วๆได้
  • การไปพบแพทย์ที่ตรงเวลาสามาถระบุอาการปัจจุบันได้ หากเป็นมากขึ้น แพทย์จะทำการตรวจวิฉัยเพื่อหาโรคแทรกได้ทันถ่วงที หรือจะได้ปรับยาตามอาการที่เกิดขึ้นให้ แต่ทว่าอาการเริ่มดีขึ้นก็จะมีการปรับยาลดลงและนัดให้ช้าลงเรื่อยๆตามอาการที่ควรจะเป็นในปัจุบันนั้นเอง

สำหรับท่านที่ไม่เป็นโรคใดๆเลย ก็ยังควรไปเช็คร่างกายบ้าง เนื่องจากการค้นพบโรคเร็วเท่าไหร่เราก็จะสามารถรักษาให้ทันถ่วงที ทำให้เราไม่เป็นมากหรือไม่เกิดอันตรายถึงชีวิตของเราได้นั้นเอง ดังนั้นหากมีเวลาว่างก็ควรไปตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันหือควรออกกำลังกายบ่อยๆ อย่าคิดเข้าข้างตนเองว่าไม่มีอาการใดๆก็คงไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะบางโรคก็ไม่ทำให้ร่างกายเรารับรู้ได้กว่าจะรู้อีกทีก็ระยะเกือบสุดท้ายแล้วรักษาไม่ทันแล้ว

กังวลใจ กับโรคของผู้สูงอายุ โรคสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุกับภาวะสมองเสื่อมนับเป็นของคู่กัน ซึ่งหากพบความผิดปกติหรืออาการสมองเสื่อมควรรีบมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำบางส่วนเพื่อจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที และจำนวนมากชะลอโรคได้ถ้าพบระยะแรก พร้อมแนะนำวิธีป้องกันโรคสมองเสื่อม

สมองเสื่อม คืออะไร?
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาการสมองเสื่อมคือภาวะที่มีการสูญเสียความสามารถทางสมอง เช่น ความจำ การรับรู้ ความเข้าใจ การใช้ภาษา ทิศทาง การใช้เหตุผลและการแก้ปัญหา มีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมและบุคลิกภาพ โดยมีผลกระทบต่อความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันและการเข้าสังคม และสมองเสื่อมเป็นภาวะที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นตามภาวะสังคมสูงวัย

แต่ก่อนเราต่างเข้าใจกันว่าภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหัน เพราะยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มีอาการสมองเสื่อม หากญาติหรือคนใกล้ชิดให้ความสำคัญในการสังเกตความผิดปกติและรีบนำมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย บางส่วนสามารถแก้ไขได้และจำนวนมากชะลอโรคได้ถ้าพบในระยะแรก

สาเหตุของโรคสมองเสื่อม
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคสมองเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัยที่สำคัญ เช่น การเสื่อมของเซลล์สมอง ขาดวิตามินบี 1 หรือบี 12 ติดเชื้อในสมอง การแปรปรวนของระบบเมตาโบลิกในร่างกาย เนื้องอกในสมอง เป็นต้น ซึ่งชนิดของโรคสมองเสื่อมที่พบมากที่สุดคือ อัลไซเมอร์ และโรคหลอดเลือดสมอง

วิธีป้องกัน “สมองเสื่อม” ในผู้สูงอายุ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสาเหตุของอาการสมองเสื่อมบางประเภทจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น สมองเสื่อมอัลไซเมอร์ที่เกิดจากพันธุกรรม แต่ว่าการป้องกันการเกิดอาการสมองเสื่อมก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม ได้แก่

  1. เลือกอาหารที่เหมาะสม รับประทานให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  3. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์
  4. หลีกเลี่ยงกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง
  5. ไม่สูบบุหรี่ หรืออยู่ในที่ๆมีควันบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า
  6. พยายามฝึกสมองให้คิดบ่อยๆ เช่น อ่านและเขียนหนังสือบ่อยๆ เล่นเกมส์ตอบปัญหา นับเลขถอยหลัง
  7. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง
  8. พบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ หากิจกรรมเพื่อคลายเครียด เช่น เข้าชมรมผู้สูงอายุ เป็นจิตอาสาในโรงพยาบาล
  9. ตรวจสุขภาพประจำปี
  10. ถ้ามีโรคประจำตัวต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ นอกจากรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์แล้วต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อควบคุมอาการของโรคร่วมด้วย โดยเฉพาะโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
  11. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุต่อสมอง โดยเฉพาะการหกล้ม

อายุสั้นลง เมื่อดื่มน้ำอัดลม 2 แก้วต่อวัน

 

การศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA ที่ศึกษาข้อมูลจากชายหญิง 451,743 คน

จาก 10 ประเทศในยุโรป ในระยะเวลา 19 ปี พบว่า การบริโภคน้ำอัดลมวันละ 2 แก้วขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยง

ต่อการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและลำไส้ และหากดื่มน้ำอัดลมประเภทไดเอ็ท หรือที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล

วันละ 2 แก้วขึ้นไป จะมีส่วนเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ ในการศึกษายังพบว่า การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากต่อวัน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันอีกด้วย

ทั้งนี้ อายุเฉลี่ยของผู้ที่อยู่ในการวิจัยนี้ อยู่ที่ 50.8 ปี และราว 71.1% เป็นผู้หญิง

การศึกษานี้ครอบคลุมผลกระทบของการบริโภคน้ำอัดลมในทุกรูปแบบ ทั้งที่ใช้น้ำตาลธรรมชาติและที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล

ที่ขนาดการบริโภค 1 แก้ว เท่ากับประมาณ 250 มิลลิลิตร แต่ปัจจุบันน้ำอัดลมที่จำหน่ายทั่วโลก 1 กระป๋องมีปริมาณ 355 มิลลิลิตร

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลน้อยหรือปราศจากน้ำตาลกันมากขึ้น

เช่นเดียวกับการผลักดันภาษีน้ำอัดลมในสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นในบางเมืองของรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, โอเรกอน และอิลลินอยส์

ท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ประกอบการน้ำอัดลมรายใหญ่ที่พยายามคัดค้านประเด็นดังกล่าว

อาการท้องผูกต้องระวังโดยเฉพาะวัยสูงอายุ

แนะผู้สูงอายุปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต กินอาหารที่มีเส้นใย ผักผลไม้ให้มาก ดื่มน้ำ 6 – 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ขัยถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรซื้อยาระบายมากินเป็นประจำ ป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากท้องผูกได้

ทำไมผู้สูงอายุถึงเสี่ยงท้องผูก ?
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ท้องผูก คือ อาการที่มีความยากลำบากในการถ่ายอุจจาระ ต้องใช้เวลาในการถ่ายมาก มีการเบ่งถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระแข็งมาก ถ่ายแล้วแต่ยังมีความรู้สึกว่าถ่ายยังไม่หมด หรือปวดท้องอยากถ่ายอยู่ตลอดเวลา และมีความถี่ของการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นปัญหาที่พบได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย และผู้สูงอายุ ซึ่งการได้รับใยอาหารไม่เพียงพอจะทำให้เกิดภาวะท้องผูก อึดอัด เบื่ออาหาร อาจทำให้เกิดโรคลำไส้ใหญ่โป่งพอง ริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ เส้นเลือดขอด นิ่วในถุงน้ำดี

ปัจจัยเสี่ยง ท้องผูก
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการท้องผูกมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

  • กินอาหารที่มีกากน้อยหรือ เส้นใยน้อยมาก
  • ดื่มน้ำในปริมาณน้อย
  • ขับถ่ายไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระบ่อย ๆ
  • กินยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว การกินยาบางชนิด เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด และยาลดกรด เป็นต้น

วิธีลดความเสี่ยงอาการท้องผูก

คำแนะนำในการดูแลที่ทำให้อาการท้องผูกดีขึ้น โดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่

  • ปรับเปลี่ยนลักษณะการกินอาหาร ควรมีการปรับแต่งอาหารของผู้สูงอายุให้ประกอบด้วยผักและผลไม้มากขึ้น ถ้าผู้สูงอายุมีปัญหาเรื่องฟัน ควรเลือกผักที่นิ่มเพื่อทำให้ทานง่ายขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ประมาณ 6–8 แก้ว
  • ฝึกการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา และที่สำคัญอย่ากลั้นอุจจาระ
  • ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม
  • ผู้สูงอายุไม่ควรซื้อยาระบายกินเองเป็นประจำ เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ในภายหลัง ควรพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและรักษา

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและเป็นสร้างปัญหาให้อะไรกับเราบ้าง

โรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและเป็นสร้างปัญหาให้อะไรกับเราบ้าง

โรคไขมันในเลือดสูงนั้น เป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้คนทั่วทั้งโลกนั้นเสียชีวิต

จากการที่มีไขมันที่อุตตันในเส้นเลือดและจากการที่ไขมันอุตตันในเส้นเลิอดนั้นทำให้เกิดความดันเลือดสูงขึ้นและทำให้เกิดสภาวะเส้นเลือดในสมองตีบตันนั้นส่งผลทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรือเป็นอัมพาตและทำให้เสียฃีวิตก่อนวัยอันควรได้ และวิธีทีที่จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคไขมันในเลือดสูงนั้นมีดังต่อไปนี้ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป

ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวเองเพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์ BMI โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวไปหารกับส่วนสูงของเรานั่นเอง โดยทางแพทย์แนะนำว่าถ้าหากค่านี้สูงเกินไป ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือดสูงและมีโอกาศได้เป็นโรคอ้วนอีกด้วยและจะทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย ต่อไปก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายให้มากขึ้น แค่ขยับเท่ากับการออกกำลังกายอาจจะไม่เพียงพอ

ต้องเพิ่มการเดินการวิ่งตามลำดับต่อไป และมีการวิจัยออกมาว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย วันละ 30 นาที เป็นประจำทุกๆวันนั้นจะช่วยปรับสมดุลของระดับไขมันในร่างกาย ลกไขมันอย่างไตรกลีเซอไรด์ คอเลสตอรอล และยังคอยเดิ่มส่วนของไขมันชนิดดีที่เรียกว่า HDL ที่ร่างกายสร้างจากตับได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นการออกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

หากเรานั้นอยากที่จะหลีกเลี่ยงจากโรคไขมันในเลือดสูง จะต้องออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุของเราด้วย โดยการไม่หักโหมเกินไป โดยช่วงอายุของผู้สูงอายุนั้น ควรว่ายน้ำ และไทเก็ก โยคะ ส่วนวัยรุ่นสามารถเล่นกีฬาต่างๆได้หลายชนิด เช่น ฟุตบอล วิ่งแข่ง บาสเก็ตบอล เป็นต้น

และต่อไปคือการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยอาจจะเน้นการรับประทาน อาหารจำพวกผัก ผลไม้เพราะมีกากใยอาหารเป้นส่วนช่วยในการดูดซึมไขมันชนิดร้ายจากอาหารได้อีกด้วย