อาหารที่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น 

เชื่อว่าหลายคนเวลาที่ซื้อของมาก็มักจะนำสิ่งของหรืออาหารเหล่านั้นเข้าตู้เย็นเพื่อเป็นการถนอมอาหารให้ยืดอายุการใช้งานได้นานหรือเก็บไว้กินได้นานมากยิ่งขึ้นแต่เชื่อหรือไม่ว่าบางสิ่งบางอย่างถ้าเอาไว้นอกตู้เย็นก็จะทำให้เป็นการถนอมอาหารได้มากกว่าเรามาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่เราไม่ควรเอาเก็บไว้ในตู้เย็น

1 กาแฟซึ่งต่อไปในที่นี้หมายถึงกาแฟที่คั่วบดหรือเป็นพวกเมล็ดกาแฟเพราะเมล็ดกาแฟต่างๆเหล่านี้ถึงแม้เราจะเก็บใส่กล่องอย่างมิดชิดแต่ถ้าเกิดเอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะทำให้เกิดความชื้นแล้วจะทำให้มเมล็ดกาแฟมีเชื้อราเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นอันตรายมากถ้าเกิดเรานำมากินการวางกาแฟสามารถวางไว้ในตู้เก็บของข้างนอกในพื้นที่ที่ไม่มีความชื้นในอากาศที่แห้งสนิทแค่นี้ก็สามารถเก็บรักสาถนอมกาแฟคั่วบดของคุณได้แล้ว

2แตงโมหลายคนนิยมซื้อแตงโมมาหากเราต้องการกินแตงโมเย็นฉ่ำให้หันเป็นชิ้นใส่จานแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นสักพักแล้วนำออกมากินได้เลยแต่ไม่ควรนำแตงโมทั้งลูกเค้าไปแช่ไว้ในตู้เย็นเพราะความเย็นจะทำให้แตงโมปริแตกออกมาได้

3น้ำผึ้งสำหรับน้ำผึ้งนั้นการเก็บควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติจะดีที่สุดหากเรานำไปเก็บในตู้เย็นจะพบว่าจะทำให้น้ำผึ้งแข็งตัวและตกผลึกได้แค่เพียงเก็บน้ำผึ้งไว้ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดไม่ให้มีแมลงเข้าไปได้น้ำผึ้งก็จะอยู่กับเราได้นานหลายปี

4 หอมหัวใหญ่การเก็บหอมหัวใหญ่ไว้ในตู้เย็นจะทำให้หอมหัวใหญ่ไม่มีความสดเพราะความเย็นของตู้เย็นจะดูความสุดของหอมหัวใหญ่ซึ่งจะมีผลทำให้เวลานำมาปลงอาหารแล้วหอมหัวใหญ่จะไม่กรอบไม่น่ารับประทานและที่สำคัญในตู้เย็นจะมีความชื้นสูงซึ่งถ้านำพร้อมหัวใหญ่ไปไว้จะทำให้หอมหัวใหญ่มีความชื้นและทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย

5ฟักทองการเก็บฟักทองที่ดีนั้นควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องปกติจะสามารถเป็นการถนอมฟักทองมาให้เน่าเสียเร็วได้แต่หากเรานำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเมื่อไหร่แล้วแล้วก็รสชาติของฟักทอก็จะเสียไปไม่สุดใหม่แล้วไม่อร่อยและที่สำคัญเนื้อตรงที่โดนความเย็นก็จะแข็งและบางครั้งก็จะเหี่ยวซึ่งความเชื่อในตู้เย็นก็จะมีผลทำให้ฟักทองมีเชื้อราเน่าเสียได้เร็วด้วย

นี่คือห้าอย่างที่นำมาฝากกันว่าการเก็บเอาไว้นอกตู้เย็นจะเป็นการถนอมอาหารได้ดีกว่าการนำไปใส่ในตู้เย็นซึ่งยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่เมื่อเราซื้อมาแล้วไม่ควรนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นฟังหน้ามีอะไรบ้างจะรวบรวมมาฝากกันอีกครั้งหนึ่ง

 

สนับสนุนโดย  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่

Ducati Monster 821 สิงค์แดงแห่ง อิตาลี่

เรามาดูกันต่อนะครับ ตัวนี้เป็นตัวเพอฟอร์แมนก็จะเป็นตัวพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน แต่จะได้ตัวท่อของสลิปออนของเทอมิแล้วก็ตัวกล่องที่แฟลชเข้ากับท่อตัวนี้ และก็ตัวการ์ดปั้มน้ำแล้วก็ท้ายเพอฟอมิแล้วก็ไฟเลี้ยงเพอฟอแม้น ทำให้ป้ายแดงมันแพงกว่าตัวนี้ขึ้นมาหลายหมื่นเลยตัวนี้ป้ายแดงจะอยู่ที่ 549000 ถ้าจำไม่ผิดปัจจุบันมือสองก็จะอยู่ประมาณ 3แสนกลางๆเพราะว่าอ็อฟชั่นมันก็จะดีกว่าตัวนี้ ไม่ใช่อ็อฟชั่นแต่เป็นของที่ติดมาด้วยเด่นกว่า และมันเป็นของที่ติดมาจากศูนย์เลยก็ว่าได้ เดี๋ยวผมลองสตาร์ทให้ฟังเลยดีกว่า

คันนี้ท่อเดิมนะครับเป็นตัวสแตนดาร์ทสังเกตุว่าผมจอดรถกลับกันนะครับ จะได้เห็นทั้งสองฝั่งอันนี้ท่อเดิมนะครับ สังเกตุว่าในดูคาติท่อเดิมก็ยังพอมีเสียงอยู่บ้างมันจะไม่เหมือนรถพวกตระกูลสี่สูบเรียงนะครับ พวกสองสูงแอลทูวินยังพอมีเสียงอยู่บ้าง อันนี้คือท่อเดิมนะครับ

ต่อมาทุกคนคงอยากฟังตัวนี้เพราะว่าได้ของเรื่องท่อเพอร์ฟอร์แมนเทอมิสสลิปออนสังเกตุว่าเสียงจะเป็นลูกกว่าท่อเดิมต้องใช้คำว่าลั่นกว่านะครับ

ซึ่งเป็นท่อออกมาจากศูนย์เลยตัวเทอมิตัวนี้นะครับ วิ่งกว่าลื่นกว่าแล้วฟิลลิ่งการขับขี่ก็ต่างกันอยู่เพราะว่าตัวท่อได้ของเรื่องโฟเรตที่สูงขึ้นระบายไอเสียได้ไว บวกกับกล่องที่เป็นของดูคาติเพอร์ฟอร์แมนที่เป็นแบบการรีแมพอันนี้มันก็จะวิ่งกว่านี้หน่อยทำให้ราคามันก็จะแพงกว่าหน่อยก็เป็นเรื่องปกตินะครับ วันนี้ก็เลยพามาชมนะครับอาจจะพูดรายละเอียดคร่าวๆนะเพราะว่าอยากให้ไปตามดูในคลิปเก่า นะครับผมมีการดึง Performance มันต่างกันกับตัวสแตนดาร์ทยังไง 1200 ,821 มันต่างไงต้องใช้คำว่าในช่อง YouTubeดีบิ๊กไบค์ทำออกมาเยอะมากแต่วันนี้มาพูดในโจทย์ถามว่าใน Option ตัวนี้กับตัวใหม่ละกันหรือว่าตัวนี้กะในตัวลงมา

ทำให้คนเพราะว่าหลายคนน่ะผมบอกได้เลยว่าเจอคำถามหน้าร้านคนยังงงระหว่าง 795 796 821 797 เข้าใจว่า 797 คือโฉมใหม่ตัวนี้เป็นตัวลดสเปคตามที่มันบอกมันไม่ใช่นะครับมันคนละรายการ 795 796 797 รายเดียวกันแล้วก็รายพรีเมี่ยมขึ้นมาก็คือ 821 แล้วก็ 821 ไม่เนอร์เชนส์ในตัว 2018 นะครับมาทำเรื่องราวให้ดูกัน ก่อนไปผมเสริมเรื่องเมนเทแนนซ์นิดนึงนะครับหลายคนจะห่วงและกลัวว่า ducati ซ่อมบำรุงแพงไหมอยากบอกว่าถ้าช่วงประมาณ 4 ปีที่แล้ว 3-4 ปีแล้วกันต้องใช้คำว่าแพงมากนะ

ว่าเพราะอะไรถ้าเกิดใครขับ Ducati อยู่จะขนลุกเลยก็ว่าได้ในช่วงนั้น service 1000โลไม่เท่าไหร่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่างเดียวก็ประมาณ 3000 กว่าบาท service 12000 ก็ประมาณหมื่นกว่าบาท service 20,000 กว่าโลก็ 20000 กว่าบาทอันนั้นคือภาพในอดีตนะครับแต่ปัจจุบันนี้อันนี้พูดแล้วเหมือน Ducati สปอนเซอร์ให้ผมแล้วก็บอกว่าที่นี่ไม่ได้ Ducati ได้ไม่ได้สปอนเซอร์ให้ผมนะ

มันคือความจริงเพราะว่าผมอยากจะบอกเปิดร้านขายรถมือสองนะครับมีการโคกับศูนย์หลายรุ่นผมก็รู้ดีว่าการ service อันนี้อันไหนทำเองเข้าศูนย์ดีกว่าหรือว่าในค่ายไหนแพงกว่าค่ายไหนอยากบอกว่า Ducati หาว่าสูงไหมโอเคเทียบกับรถญี่ปุ่นสูงกว่ารถญี่ปุ่นแต่ไม่สูงที่สุดในรถยุโรปนะครับเพราะว่าตอนนี้ปัจจุบันมีแคมเปญละ

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

การใช้เครื่องช่วยฟัง

การใช้เครื่องช่วยฟังควบคู่ไปพร้อมกับการใช้งานโทรศัพท์ 

         

สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่ในเวลานี้ อาจกล่าวได้เต็มปากเต็มคำได้เลยว่าโทรศัพท์คือปัจจัยสำคัญมากที่อยู่อย่างหนึ่งในเวลานี้ เราสามารถใช้งานโทรศัพท์ได้หลายด้านทั้งเป็นนาฬิกาปลุก  การเป็นเลขาส่วนตัวเพื่อบันทึกตารางงานต่างๆให้กับเรา รวมถึงเราสามารถดูหนัง ฟังเพลงและสนทนากับเพื่อนผ่านโปรแกรม chat ต่างๆและสามารถเล่นเกมในเวลาที่เราเบื่อๆได้จะเห็นได้ว่ามือถือแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของเราทุกคนเลยก็ว่าได้

ซึ่งสำหรับคนที่มีปัญหาทางการได้ยินและต้องมีการใช้เครื่องช่วยฟังแล้ว ความต้องการใช้โทรศัพท์มือถือก็ยังต้องการใช้เหมือนกันคนอื่นทั่วๆไปเหมือนกัน  ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยหากใช้เครื่องช่วยฟังแล้วจะใช้โทรศัพท์มือถือได้จริงหรือไม่ แล้วจะมีผลกระทบกับอุปกรณ์หูฟังหรือไม่ เพราะบางคนก็กลัวว่าระบบคลื่นสัญญาณของโทรศัพท์จะเข้ามาระบบกวนคลื่นสัญญาณเสียงของอุปกรณ์หูฟัง ทำให้เครื่องพังเร็วหรือเปล่า ซึ่งวันนี้เรามาชี้แจงให้ทราบได้เลยว่า หากคนที่มีปัญหาด้านการได้ยินมี การใช้เครื่องช่วยฟัง คุณก็ยังสามารถใช้โทรศัพท์โทรออก รับสายเรียกเข้าได้ตามปกติ เหมือนกับคนอื่นทั่วไป

ซึ่งคุณจะไม่รู้สึกถึงความแปลกแยกตรงนี้เลยและที่สำคัญคลื่นความถี่ของโทรศัพท์ไม่ได้มีผลกระทบหรือมีผลทำให้คลื่นความถี่ของเครื่องช่วยฟังมีปัญหาแต่อย่างไร 

        แต่อย่างไรก็ตามหลายคนมักจะพบปัญหาว่าเวลาใช้ เครื่องช่วยฟัง แล้วต้องคุยโทรศัพท์ไปด้วย เสียงจะได้ยินชัดเจนน้อยลง นั่นเพราะว่าคุณมีการถือโทรศัพท์ให้ลำโพงของเครื่องช่วยฟังและลำโพงของโทรศัพท์ไม่ตรงกัน เพราะเครื่องช่วยฟังแต่ละรุ่นหรือแต่ละยี่ห้อลำโพงอาจจะอยู่ไม่เหมือนกันบางอันลำโพงอาจจะอยู่ด้านบนตรงส่วนที่เกี่ยวกับใบหู หรือบางอันหากเป็นเครื่องช่วยฟังชนิดสอดเข้าไปในรูหูอาจจะสามารถเอาโทรศัพท์แนบกับหูได้เลย

แต่ก็อาจจะต้องเว้นระยะห่างจากหูสัก 1-2 เซนติเมตรเพราะหากแนบชิดมากเกินไปประสิทธิภาพของการได้ยินเสียงก็อาจจะลดลงได้ ซึ่งหากเราเข้าใจหลักการใช้งานของเครื่องช่วยฟัง จะทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟังได้สูงสุด 

       อย่างไรก็ตามปัจจุบันทางบริษัทที่ผลิตเครื่องช่วยฟังออกมาจำหน่าย ยังมีการพัฒนาเครื่องช่วยฟังอย่างต่อเนื่องดังนั้นคุณจึงไม่ต้องเป็นกังวลใจกับการใช้เครื่องช่วยฟังมากนัก เพราะทุกบริษัทต่างก็มุ่งเน้นถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้าโดยต้องการให้ลูกค้าที่ใช้เครื่องช่วยฟัง ไม่ได้รู้สึกเหมือนกับกำลังใช้อุปกรณ์ช่วยฟัง แต่อยากให้รู้สึกเหมือนเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันปกติและหากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการใช้งานต่างๆก็สามารถสอบถามกับ call center ของบริษัทเครื่องช่วยฟังได้     

ทำอย่างไรดี เมื่อมลภาวะฝุ่นละอองสูงมากขึ้น

ทำอย่างไรดี เมื่อมลภาวะฝุ่นละอองสูงมากขึ้น

1) ลดกิจกรรมนอกบ้าน : อันตรายร้ายแรงที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้จากมลภาวะทางอากาศจะมากขึ้นถ้าทำกิจกรรมนอกบ้านที่ใช้ความรุนแรง ใช้แรงมาก และระดับความร้ายแรงของมลภาวะจะมากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่อยู่ที่โล่งแจ้ง ทั้งนี้พวกเราสามารถลดอันตรายลงได้โดยลดระดับการใช้กำลัง (ยกตัวอย่างเช่น เดินแทนที่จะวิ่งเหยาะๆ) ลดเวลาอยู่ที่โล่งแจ้งลง และคิดแผนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในระยะเวลาหรือในพื้นที่ที่มีมลภาวะสูง อย่างเช่น บนถนนหนทางที่มีการจราจรขัดข้องและถนนหลวงที่มีผู้ใช้หนาแน่น

2) อยู่ข้างในตึกเมื่อระดับมลภาวะสูง : เมื่อระดับมลภาวะขึ้นสูงขนาดที่เกิดอันตราย ให้พิจารณาการอยู่ด้านในตึกและย้ายไปทำกิจกรรมข้างในตึกแทน ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะออกแรงออกกำลังกายที่โล่งแจ้ง ให้มาออกแรงในโรงยิมแทนเพื่อใช้ประโยชน์จากสถานที่ที่อากาศสะอาดกว่า

3) ปรับปรุงแก้ไขประสิทธิภาพ คุณภาพอากาศด้านในตึก : ปิดหน้าต่างให้หมดในตอนมลภาวะสูง ปรับแอร์ให้ใช้อากาศด้านในตึกหมุนวนแทนที่จะดึงเอาอากาศด้านนอกเข้ามา ใคร่ครวญการใช้งานเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองหรือเครื่องกรองอนุภาคฝุ่นที่มีสามารถทำงานได้อย่ามีคุณภาพสูง ดังนี้เพื่อลดระดับอนุภาคด้านในตึก ให้ดูแลบริเวณสภาแวดล้อมบ้านไม่ให้มีควัน และหลบหลีกการใช้สิ่งที่มีการเผาไหม้ ยกตัวอย่างเช่น เทียน การปิ้ง หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ส่งผลให้เกิดควัน

ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อปกป้องระบบทางเดินหายใจที เมื่อสวมอย่างถูกต้อง หน้ากากจะปกป้องระบบทางเดินหายใจโดยกรองอนุภาคฝุ่นผงที่อยู่ในมลภาวะกลางอากาศได้มากถึงปริมาณร้อยละ 99 (หน้ากาก N95 กรองได้อย่างต่ำจำนวนร้อยละ 95 หน้ากาก N99 กรองได้ร้อยละ 99) แม้กระนั้นหน้ากากกลุ่มนี้จะใช้การได้ดีก็เมื่อสวมอย่างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องมั่นใจว่าสวมตามกรรมวิธีการที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ หมั่นตรวจดูว่าหน้ากากถูกสวมใส่กระชับเข้ากับหน้าอย่างถูกต้องพอดีหรือไม่ จริงๆ แล้ว เราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยที่ช่วยต้านมลภาวะว่ามีความแตกต่างกับหน้ากากที่หมอหรือพยาบาลใส่ในห้องผ่าตัด หรือหน้ากากที่ทำมาจากผ้าหรือกระดาษ – ซึ่งๆหน้ากากเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพเลยสำหรับเพื่อการต้านทานมลภาวะกลางอากาศ ที่มีฝุ่นละอองมาก หน้ากาก N95 รวมทั้ง N99 มีขายตามร้านค้าจำนวนมากที่ขายผลิตภัณฑ์ปรับปรุงที่อยู่อาศัยและผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย

สังเกตอาการ : หากมีอาการเรื้อรังตลอด ยกตัวอย่างเช่น การหายใจไม่สะดวก รู้สึกล้ามากขึ้นจากปกติ หรือไอร้ายแรง บางทีอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่มีมูลเหตุเกี่ยวกับภาวะปอดหรือหลักการทำงานของปอด รีบหารือกับหมอ หรือถ้ามีลักษณะใหม่ๆ ที่แสดงถึงปัญหาด้านระบบหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ หรือสังเกตว่าสุขภาพแย่ลง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหูหนวกหรือต้องพึ่งเครื่องช่วยฟังมีอะไรบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ เราก็ไม่อยากที่จะเป็นกันอยู่แล้ว เพราะการเป็นอะไรที่ทำให้เราต้องมีปัญหาอื่นๆก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างปัญหาต่างๆให้แก่เราด้วยกันทั้งนั้น นอกจากเราจะเป็นปัญหาแล้วยังส่งผลให้คนรอบข้างของเราเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องราวที่เราเป็นอีกด้วย

ดังนั้นเราควรศึกษาหาเกี่ยวกับปัจจัยที่เสี่ยงต่อการหูหนวกหรือหาปัจจัยที่เสี่ยงต่อการใช้เครื่องช่วยฟังกันเถอะ เพื่อเราและคนที่เรารักจะได้ไม่มีอาการเสี่ยงเหล่านั้น

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดหูหนวก (Deafness) มีดังนี้

การเป็นคนหูหนวกนั้นมักเกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาต่างๆเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดจากการได้ยินเสียงที่ดังมากเกินไป หรืออาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ซึ่งล้วนก่อให้เกิดอาการประสาทหูเสื่อมได้ การเกิดอุบัติเหตุก็ก่อให้เกิดหูหนวกหรือมีปัญหาทางด้านของการได้ยินก็ได้นะ เพราะสิ่งต่างๆรอบตัวเรามันสามารถก่อให้เกิดการผิดพลาดต่อระบบภายนร่างกายของเราได้หมดแหละ แต่นั้นก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ต้องทำอะไรเลยนะ เรายังคงใช้ชีวิตอย่างปรกติแต่เราควรอยู่บนพื้นฐานของการระวังความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่างๆ

หากท่านมีอาการที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการทำให้ระบบของหูของท่านมีปัญหาท่านควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวิฉัยโรคต่างๆ โดยตามสถานคลีนิคเฉพาะทางหรือตามโรงพยาบาลโดยพวกเขาจะมีผู้ที่เชี่ยวชษญเกี่ยวกับทางด้านนี้โดยตรง เพื่อเป็นการไม่วิฉัยทีผิดพลาดนั่นเอง

หากไม่ไปตรวจกับหมอเฉพาะทางเราอาจไม่ทราบได้ว่าสาเหตุที่เราเป็นเกิดจากอะไร หรือควรมีวิธีการปฏิบัติตนอย่างไรหากเจอกับปัญหาเหล่านี้ หรือมีแนวทางการรักษาอย่างไรให้หาย รวมทั้งไปถึงวิธีช่วยในเรื่องของการได้ยิน จะสามารถทำได้ด้วยวิธีไหนบ้าง และเครื่องช่วยฟังในรุ่นไหนที่เหมาะกับอาการที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

โรคน้ำในหูเกี่ยวข้องกับการเป็นหูหนวกหรือไม่

หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับโรคน้ำในหูว่าหากเราเป็นแล้วเราจะหูหนวกหรือไม่ หรือเราจะต้องซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้หรือเปล่า หลัการสังเกตุนั้นก็คือหากมีอาการหูอื้อ แน่นหู หรือเสียงวิ้งๆ ในหู หรือมีอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนนั้น ท่านควรไปพบแพทย์เป็นการด่วน เพราะเสี่ยงที่จะเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมากอยู่พอสมควร

ซึ่งหากมีการสูญเสียเกี่ยวกับการได้ยินที่มีค่าสำหรับความถี่ต่ำมากๆหรือมีต่ำกว่า 2000Hz นั่นอาจจะบ่งบอกได้ถึงการวินิจฉัยว่าคุณได้เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งหากมีอาการร่วมกับอาการที่เป็นแบบบ้านหมุนด้วยละก็เข้าข่ายอัตราในการเสี่ยงมากที่สุด

แก้หนาวได้การเลือกทาน ช่วยได้จริงหรือ

หน้าหนาวใครว่าเรื่องกินไม่สำคัญ เพราะว่าการกินก็ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีป้องกันการป่วยช่วงหน้าหนาวได้ โดยช่วงนี้ควรจะเน้นการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรรสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ดร้อน เนื่องจาก
1. สมุนไพรรสเปรี้ยว จะช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทำให้ชุ่มคอ ได้แก่ มะเขือเทศ มะนาว มะขาม ผักติ้ว ใบชะมวง

2. สมุนไพรรสขมช่วยแก้ไข้ ต้านการอักเสบ ได้แก่ มะแว้งต้น มะแว้งเครือ มะเขือพวง ขี้เหล็ก

3. สมุนไพรรสเผ็ดร้อนจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นของร่างกาย บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก และบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ได้แก่ ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ แมงลัก กระเทียม

ด้วยเหตุนี้เอง สมุนไพรรสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ดร้อน จึงทำให้หน้าหนาวนี้เราไม่ป่วยง่ายเพราะมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้เราแข็งแรงขึ้น เมนูอาหารที่แนะนำ ได้แก่ แกงส้ม ต้มยำ ยำผักสมุนไพร น้ำพริกผักลวก ไก่ผัดขิง ฯลฯ ส่วนน้ำสมุนไพร ได้แก่ น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำอัญชันมะนาว
นอกจากการกินสมุนไพรเหล่านี้แล้ว ควรรักษาสุขภาพของตนเองให้ดี รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ด้วยการสวมเสื้อหนาๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่หนาวเย็น รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอนพักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ป้องการเป็นโรคไขมันพอกตับ

โรคความดันหรือในทางการแพทย์มักเรียกว่าความดันโลหิตสูง (Hypertension) โรคนี้เป็นโรคที่มีมานานแสนนาน เพราะคนไทยมักเป็นกันมากและมักพบบ่อยๆกับผู้ป่วยและผู้ที่ไม่ป่วยเลยก็ได้ ซึ่งอาจจะพูดได้อีกอย่างว่าคนที่เป็นโรคนี้มักพบได้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เพราะคนที่ป่วยเท่านั้นที่จะพบได้ แต่ทว่าโรคนี้ก็ร้ายแรงไม่ใช่ย่อยเลยนะ เพราะสามารถฆ่าคนได้เช่นกัน

สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคความดันนี้พวกเขาจะไม่มีอาการอะไรเลย

นอกจากเราจะดูไม่ออกแล้ว ภายนอกยังเป็นไม่แสดงอาการอะไรเลยที่บ่งบอกว่าเขาเป็นโรคความดันอีกด้วย ซึ่งภายในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคความดันนี้จะถูกทำร้ายลงเรื่อยๆ แต่การทำลายนี้คนเป็นเจ้าของโรคก็จะไม่รู้ตัวอีกด้วยนะ

สำหรับโรคความดันโลหิตหากมีการเปรียบเป็นภาพให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ให้ท่านลองนึกภาพที่มีสายอย่างหนึ่งอันที่การทำงานของมันมีน้ำไหลอยู่และมีหัวก็อกที่สามารถเปิดและปิดได้ หากเราได้เปิดก็อกน้ำเต็มที่แรงดันในสายก็จะทำให้น้ำไหลได้แรงขึ้น เมื่อเปิดน้ำเบา แรงดันในสายยางนั้นก็จะเบาตามไปด้วย ซึ่งระบบหายใจและระบบหลอดเลือดก็คล้ายๆกับน้ำที่เอ่ยมาข้างต้น

ซี่งหัวใจเหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนกับก๊อกน้ำ คอยสูบฉีดเลือดเข้าไปเลี้ยงภายในร่างกาย

ซึ่งภายในหัวใจของเรานั้นทำงานคอยช่วยให้เลือดสูบฉีดนั้นเอง ซึ่งจะสามารถทำให้ความดันดีตามไปด้วย แต่ถ้าหากหัวใจทำงานได้ไม่ดีเนื่องจากเลือดไหลไม่ดี ความดันก็จะทำงานไม่ดีตามไปด้วยเช่นกัน แต่สำหรับความดันในหลอดเลือดจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของเลือดเช่นกัน

สำหรับการวัดค่าความดันจะมีการวัดค่า2ค่าด้วยกัน ซึ่งนั้นก็คือ ตัวบน กับตัวล่าง ความดันสามารถวัดได้ตั้งแต่ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งตัวบนต้องไม่เกิน 120 มม. ปรอทและตัวล่างนั้นไม่ควรเกิด 80 มม. ปรอท แต่ถ้าต่ำกว่านี้ ประมาน 130/85 มม. ปรอท ซึ่งหากเกินจะเรียกว่าโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ทว่าก็อยู่ในเกณฑ์ปกติดีไม่ได้ร้ายแรงอะไร สำหรับผู้ที่ผิดปกติหรือพบเห็นความผิดปกติควรพบแพทย์จะดีกว่าเพราะจะได้รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไรกันแน่ บางทีอาจจะเจอโรคอื่นแทรกมาอย่างเช่น ไขมันพอกตับ ก็ได้

คอเลสเตอรอลสูงกับขึ้นได้กับทุกวัย

ทำไมเราถึงมีคอเลสเตอรอลสูง?
ปัญหาคอเลสเตอรอลสูงคงเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า ผู้คนในอดีตจะไม่พบปัญหาคอเลสเตอรอลสูงกันสักเท่าไหร่ เพราะในยุคสมัยนั้นอาหารต่างชาติหรือวัฒนธรรมการทานอาหารในรูปแบบอื่นๆ ยังไม่ค่อยมีให้เห็นให้รู้จักกัน อาหารส่วนใหญ่ที่ทานกันก็จะเป็นอาหารไทย แม้ว่าอาหารไทยจะมีกะทิ แต่เราก็ไม่ได้ทานอาหารที่มีกะทิกันทุกมื้อ ยังมีน้ำพริก ผักสด ผักลวก ผลไม้สด หมู ไก่ ปลา ทานกันสดๆ แต่ที่สมัยนี้คนรุ่นใหม่มีปริมาณคอเลสเตอรอลมากกว่า ก็เพราะอาหารที่เราทานเป็นอาหารพลังงานสูง ที่มักมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเขตอากาศหนาวๆ ที่ต้องการพลังงานสูงๆ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายนั่นเอง แต่อาหารเหล่านี้คงไม่เหมาะกับบ้านเราหรือประเทศไทยสักเท่าไหร่ เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อนหรืออยู่ในเขตร้อน การทานอาหารพลังงานสูงจะทำให้ร่างกายเราไม่สามารถเผาผลาญพลังงานที่เกินความจำเป็นได้หมด จึงกลายมาเป็นคอเลสเตอรอลในร่างกายของเรานั่นเอง

ทำไมคนผอมก็มีคอเลสเตอรอลสูงได้?
ความจริงแล้วคอเลสเตอรอลสูง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เพราะโรคนี้เกิดจากการทานอาหารที่มีพลังงานสูงมากเกินไปทพให้เผาผลาญไม่หมดจนกลายเป็นคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกาย แต่ที่ทุกคนชอบบอกว่าอ้วนแล้วระวังคอเลสเตอรอลสูง เพราะว่าคนที่อ้วนส่วนใหญ่มักเกิดจากการกินที่มากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุตรงๆ เลย ของการเกิดคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะพบอยู่ในร่างกายของคนที่มีรูปร่างผอม เพราะไขมันในเลือดที่เราพบนั้น เป็นคนละส่วนกับไขมันที่สะสมอยู่ตามผิวหนัง เพราะฉะนั้นในทางกลับกัน คนอ้วนก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง แต่อาจจะแค่มีไขมันสะสมอยู่ตามร่างกายมากกว่าเท่านั้นเอง

คอเลสเตอรอล เป็นสิ่งไม่ดี กำจัดออกไปให้หมด?
คอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ใช่ว่าต้องกำจัดออกให้หมดไป เพราะคอเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหาร และร่างกายของเรา จะถูกแบ่งเป็นคอเลสเตอรอลดี และไม่ดี ส่วนที่ไม่ดีทุกคนรู้จักกันในนาม LDL หรือเรียกว่าไขมันเลวเพราะถูกย่อยมาจากคอเลสเตอรอลอีกที เป็นสาเหตุของโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบ และอื่นๆ ส่วนดีของคือเป็นส่วนประกอบของผนังกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มเซลล์ เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนอื่นๆ บางชนิด และสร้างน้ำดีที่ใช้ในการดูดซึมไขมันนั่นเอง

เป็นโรคตับรักษายากแต่ป้องกันการเป็นโรคตับด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ของ SERGIS ได้

เป็นโรคตับรักษายากแต่ป้องกันการเป็นโรคตับด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ของ SERGIS ได้

สำหรับการเป็นโรคตับนั้นย่อมรู้ดีแก่ใจว่าหากเป็นแล้วรักษาให้หายคงยาก จากที่เราทราบกันก็มีแต่ยาเพื่อควบคุมเชื้อไวรัสเหล่านั้นไว้เพียงเท่านั้น เพราะจากที่รู้ก็มีแค่ช่วยลดชะลออาการของตับให้ช้าลงแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เลย

ทำไมต้องทานยาให้ตรงต่อเวลา

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าโรคตับอักเสบบีจะไม่มียาตัวไหนที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่ทว่าก็ได้มียาที่ช่วยในโรคนี้เพื่อควบคุมเชื้อไวรัส ซึ่งจะช่วยในการลดความเสียหายของตับเรานั้นเอง และยังสามารถช่วยป้องกันมิให้เป็นมะเร็งตับหรือโรคที่ร้ายแรงกว่าเดิมขึ้นได้

เพราะยาที่เราทานนั้นจะสามารถเข้าไปช่วยซ่อมแซมตับของเรา ซึ่งยาเหล่านี้ทางแพทย์จะเป็นผู้แจกจ่ายให้เองตามอาการของโรคหรือตามระดับขั้นของโรคนั้นๆ ซึ่งการไปพบแพทย์ที่ตรงเวลาหรือทานยาตรงเวลาจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการทานให้ตรงเวลาอย่าสม่ำเสมอ

การพบแพทย์ตามนัดสำคัญหรือไม่

ตามหลักแล้วการพบแพทย์ที่แพทย์นัดเราในแต่ละครั้งสำคัญเสมอ เหตุผลที่เราควรไปพบแพทย์ตามนัดมีดังนี้

  • แพทย์แต่ละท่านจะมีความชำนาญในทางการแพทย์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาจัดคิวนัดผู้ป่วยเฉพาะทางจึงไม่สามารถมาได้ตลอด 24 ชม. จึงควรมาตามเวลาที่แพทย์นัดดีที่สุดเพราะท่านจะได้รักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรง
  • การพบแพทย์จะทราบถึงการปฎิบัติตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในประจำวัน การทานยา หรือแม้แต่การทานอาหาร เพราะโรคแต่ละชนิดก็ไม่สามารถกินอาหารได้ทุกชนิด หรือจะทานยาเพื่อบันเทาอาการมั่วๆได้
  • การไปพบแพทย์ที่ตรงเวลาสามาถระบุอาการปัจจุบันได้ หากเป็นมากขึ้น แพทย์จะทำการตรวจวิฉัยเพื่อหาโรคแทรกได้ทันถ่วงที หรือจะได้ปรับยาตามอาการที่เกิดขึ้นให้ แต่ทว่าอาการเริ่มดีขึ้นก็จะมีการปรับยาลดลงและนัดให้ช้าลงเรื่อยๆตามอาการที่ควรจะเป็นในปัจุบันนั้นเอง

สำหรับท่านที่ไม่เป็นโรคใดๆเลย ก็ยังควรไปเช็คร่างกายบ้าง เนื่องจากการค้นพบโรคเร็วเท่าไหร่เราก็จะสามารถรักษาให้ทันถ่วงที ทำให้เราไม่เป็นมากหรือไม่เกิดอันตรายถึงชีวิตของเราได้นั้นเอง ดังนั้นหากมีเวลาว่างก็ควรไปตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันหือควรออกกำลังกายบ่อยๆ อย่าคิดเข้าข้างตนเองว่าไม่มีอาการใดๆก็คงไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะบางโรคก็ไม่ทำให้ร่างกายเรารับรู้ได้กว่าจะรู้อีกทีก็ระยะเกือบสุดท้ายแล้วรักษาไม่ทันแล้ว

กังวลใจ กับโรคของผู้สูงอายุ โรคสมองเสื่อม

ผู้สูงอายุกับภาวะสมองเสื่อมนับเป็นของคู่กัน ซึ่งหากพบความผิดปกติหรืออาการสมองเสื่อมควรรีบมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำบางส่วนเพื่อจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที และจำนวนมากชะลอโรคได้ถ้าพบระยะแรก พร้อมแนะนำวิธีป้องกันโรคสมองเสื่อม

สมองเสื่อม คืออะไร?
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาการสมองเสื่อมคือภาวะที่มีการสูญเสียความสามารถทางสมอง เช่น ความจำ การรับรู้ ความเข้าใจ การใช้ภาษา ทิศทาง การใช้เหตุผลและการแก้ปัญหา มีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมและบุคลิกภาพ โดยมีผลกระทบต่อความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันและการเข้าสังคม และสมองเสื่อมเป็นภาวะที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นตามภาวะสังคมสูงวัย

แต่ก่อนเราต่างเข้าใจกันว่าภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหัน เพราะยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มีอาการสมองเสื่อม หากญาติหรือคนใกล้ชิดให้ความสำคัญในการสังเกตความผิดปกติและรีบนำมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย บางส่วนสามารถแก้ไขได้และจำนวนมากชะลอโรคได้ถ้าพบในระยะแรก

สาเหตุของโรคสมองเสื่อม
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคสมองเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัยที่สำคัญ เช่น การเสื่อมของเซลล์สมอง ขาดวิตามินบี 1 หรือบี 12 ติดเชื้อในสมอง การแปรปรวนของระบบเมตาโบลิกในร่างกาย เนื้องอกในสมอง เป็นต้น ซึ่งชนิดของโรคสมองเสื่อมที่พบมากที่สุดคือ อัลไซเมอร์ และโรคหลอดเลือดสมอง

วิธีป้องกัน “สมองเสื่อม” ในผู้สูงอายุ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสาเหตุของอาการสมองเสื่อมบางประเภทจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น สมองเสื่อมอัลไซเมอร์ที่เกิดจากพันธุกรรม แต่ว่าการป้องกันการเกิดอาการสมองเสื่อมก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม ได้แก่

  1. เลือกอาหารที่เหมาะสม รับประทานให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  3. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์
  4. หลีกเลี่ยงกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง
  5. ไม่สูบบุหรี่ หรืออยู่ในที่ๆมีควันบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า
  6. พยายามฝึกสมองให้คิดบ่อยๆ เช่น อ่านและเขียนหนังสือบ่อยๆ เล่นเกมส์ตอบปัญหา นับเลขถอยหลัง
  7. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง
  8. พบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ หากิจกรรมเพื่อคลายเครียด เช่น เข้าชมรมผู้สูงอายุ เป็นจิตอาสาในโรงพยาบาล
  9. ตรวจสุขภาพประจำปี
  10. ถ้ามีโรคประจำตัวต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ นอกจากรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์แล้วต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อควบคุมอาการของโรคร่วมด้วย โดยเฉพาะโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
  11. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุต่อสมอง โดยเฉพาะการหกล้ม